ตรวสอบผลการเรียน
และเข้าสู่ระบบประเมินผล

  ครูและบุคลากรทางการศึกษา



 

  

 สถิติวันนี้ 26 คน
 สถิติเมื่อวาน 204 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
3668 คน
17318 คน
131706 คน
เริ่มเมื่อ 2011-09-22

                       

 

 

 
 
 
 
 
 
 











     

นักเรียนสามารถตรวจผลการเรียนผ่านเว็บไซต์โรงเรียนได้แล้ว โดยป้อนเลขประจำตัวประชาชน และรหัสผ่าน SC123                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

ตัวอย่างการเขียน

เค้าโครงงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (โดยนายบุญศรี  แสงศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบัวเชด)

การวิจัยเรื่อง        การพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ สำหรับการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


บทที่ 1 บทนำ

1.    ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ( 3 – 5 หน้า ) สาระที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

1.1    ความเป็นมาของการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.กศ.ชาติ 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)         พ.ศ. 2545 (ในส่วนที่เกี่ยวข้องแนวการจัดการศึกษา).

1.2    สภาพปัจจุบันปัญหาการอ่านออก – เขียนไม่ได้ของนักเรียนระดับประเทศ/ระดับเขตพื้นที่การศึกษา

1.3    นโยบายจุดเน้นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ของกระทรวงศึกษาธิการ/สพฐ./เขตพื้นที่

1.4    สภาพปัจจุบันปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านบัวเชด( เน้น ป.3 )

2.    จุดประสงค์การวิจัย

2.1    เพื่อพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

2.2    เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ สำหรับแก้ปัญหา การอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

2.3    เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้สูงขึ้น

2.4    เพื่อสำรวจความพึงพอใจของครูและนักเรียนหลังจัดกิจกรรมการสอนโดยใช้นวัตกรรม      สื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

3.    สมมติฐานการวิจัย

3.1    นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัวเชด มีประสิทธิภาพ 80/80

3.2    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านบัวเชด โดยใช้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3.3    ความพึงพอใจของครูและนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก

4.    ขอบเขตการวิจัย

4.1    ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การศึกษา 2553-2554 จำนวน 60 คน

4.2    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 60 คน ประกอบด้วย

4.2.1    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 32  คน

4.2.2    นักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 28  คน

4.3    เป็นการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553-2554

5.    ข้อตกลงเบื้องต้น

                   นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่มีความรู้สติปัญญา ตามกลุ่มระดับสติปัญญาเดียวกัน     ตามเกณฑ์ การคัดเลือกโดยกลุ่มงานวิชาการโรงเรียนบ้านบัวเชด ปีการศึกษา 2553-2554 จำแนกได้ดังนี้

                   1)    กลุ่มอ่านคล่องเขียนคล่อง ได้แก่ นักเรียนที่อ่านคล่องเขียนคล่อง ร้อยละ 80 ขึ้นไป

                   2)    กลุ่มอ่านออก เขียนได้ ได้แก่ นักเรียนอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่คล่อง

                   3)    กลุ่มอ่านออก – เขียนไม่ได้ ได้แก่ นักเรียนที่อ่านออกบ้างแต่เขียนไม่ได้

                   4)    กลุ่มอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ได้แก่ นักเรียนที่อ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้

6.    นิยามศัพท์เฉพาะ

                   นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัวเชด สพป.สุรินทร์ 3

                   นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ หมายถึง ชุดฝึกอ่าน และเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัวเชด มีองค์ประกอบดังนี้

                   1)    สาระการเรียนรู้ประจำหน่วย (ภาคเรียนที่ 1)

                   2)    ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

                   3)    จุดประสงค์การเรียนรู้

                   4)    แนวคิดสำคัญ ขอบข่าย เนื้อหา หลักการภายในหน่วย

                   5)    กิจกรรมฝึกทักษะการอ่าน – เขียน

                   6)   แบบทดสอบประจำหน่วย

ฯลฯ

7.    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

7.1    ได้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง

7.2    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จากปีการศึกษา 2553

7.3  นักเรียนมีความพึงพอใจ ในการใช้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการ                 อ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้

7.4    ประโยชน์ต่อครูผู้สอนภาษาไทย สามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพต่อไป

บทที่ 2       วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

                   การวิจัยการพัฒนาสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอสาระแบ่งเป็น 8 ตอน ดังนี้

                   ตอนที่ 1 นวัตกรรมการศึกษา (ค้นคว้ารายละเอียดของนวัตกรรมตั้งแต่ความหมาย ฯลฯ )

                   ตอนที่ 2 แนวคิดและความสำคัญของการอ่าน – เขียน

                   ตอนที่ 3 แนวคิดสื่อการเรียนการสอน

                   ตอนที่ 4 แนวคิดการประเมินจากสภาพจริง

                   ตอนที่ 5 แนวคิดความพึงพอใจ

                   ตอนที่ 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

                   ตอนที่ 7 แนวคิดการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน

                   ตอนที่ 8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 3       วิธีดำเนินการวิจัย

1.    การดำเนินการศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้กรอบแนวความคิดการวิจัย

2.    ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

2.1    ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

2.2    การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ในส่วนที่โรงเรียนวางแผนดำเนินการ

3.    เครื่องมือที่ใช้

3.1    แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ศึกษาวิธีสร้าง/ขั้นตอนการสร้าง เช่นเกณฑ์ของ Klofler , 1978 ) ได้แก่ ความรู้ความจำ/ความเข้าใจ/ทักษะกระบวนการ/การนำไปใช้

3.2    การหาคุณภาพเครื่องมือ

- ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน หาค่า IOC

- นำไป Try out กับนักเรียนคนอื่น 10 คน หาความยากง่าย ความเหมาะสม

- นำไป Try out กับนักเรียนอีก 30 คน วิเคราะห์หาความยากง่าย และหาค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.20-0.80 (เอา 0.20 ขึ้นไป)

- หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ใช้ KR20

3.3    แบบทดสอบความพึงพอใจ นำไปใช้หาค่าเฉลี่ย (X)  แปลความหมายตามมาตรวัด 5 ระดับ ของ Likert

5.    การเก็บรวบรวมข้อมูล (อธิบายการเก็บรวบรวมข้อมูลตามความเป็นจริง/ปฏิบัติจริง)

6.    การวิเคราะห์ข้อมูล (ผู้วิจัยเขียนบรรยายหรืออาจเขียนเป็นตารางก็ได้) ได้แก่

6.1    การหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าร้อยละ

6.2    การเปรียบเทียบก่อน – หลัง การพัฒนาสื่อการเรียนรู้สำหรับแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก – เขียนไม่ได้ ด้วยสถิติ t –test

6.3    วิเคราะห์ความพึงพอใจของครูและนักเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

7.    สถิติที่ใช้

1.    ค่าเฉลี่ย (X)  สูตร (ให้ข้อมูลการหาพร้อมระบุที่มาด้วย)

2.    ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) หรือ S.D

3.    ค่าความเชื่อมั่นใช้ Kuder Richardson (KR20)

4.    ค่าอำนาจจำแนก

5.    ค่า IOC

6.    ประสิทธิภาพเครื่องมือ E1/E2


 

     บรรณานุกรม (ให้เขียนบรรณานุกรมที่อ้างทั้งหมด ที่อ้างถึงในบทที่ 1- 3)

 

หมายเหตุ  พิมพ์แจกครูและบุคลากรทุกคน ให้ไปเขียนเค้าโครงงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน              ส่งปีการศึกษาหน้า(2554)


 

โรงเรียนบ้านบัวเชด ตำบลบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ 32230 Tel. 044712241 Fax. 044712241 admin@buachedschool.com